เงาดำใต้ถุนเรือน

เงาดำใต้ถุนเรือน

By สุกานดา อนุชา

horror · 2026-04-23

ภามตื่นขึ้นมาในใต้ถุนเรือนโบราณสมัยอยุธยา พบกับผีหญิงชุดดำผมยาวกรอมพื้นที่บอกว่าเขาถูกเลือกให้ชดใช้กรรมข้ามภพ เมื่อตื่นจากฝันร้าย ภามพบว่าเงาของผีหญิงซ้อนทับเงาของเขาตลอดเวลา หนีอย่างไรก็ไม่พ้น และยิ่งวันผ่านไป เงานั้นก็ยิ่งเข้ามาใกล้

บทที่ 1

เงาดำใต้ถุนเรือน

กลิ่นธูปกำยานคลุ้งจมูกจนแสบไปหมด ยิ่งตอนที่ลืมตาขึ้นมาในความมืดสลัว ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง “ไอ้ภาม! มึงทำบ้าอะไรของมึงวะ จุดธูปทำไมเยอะแยะขนาดนี้” ผมสบถออกมาเสียงดัง แต่ก็ต้องรีบหุบปากแทบไม่ทัน เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องนอนแคบๆ ที่บ้านเช่าซอมซ่อ แต่กลับเป็นใต้ถุนเรือนไม้เก่าแก่ ผุพัง ที่แสงจันทร์ลอดผ่านช่องไม้ลงมาเป็นลำ

ลมเย็นยะเยือกพัดวูบเข้ามา ปะทะกับผิวจนขนลุกชัน ผมรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง ใต้ถุนเรือนกว้างขวาง เต็มไปด้วยข้าวของเก่าแก่ที่วางระเกะระกะ ทั้งไหโบราณ เครื่องมือเกษตรที่ไม่คุ้นตา และรูปภาพเก่าๆ ที่ซีดจางจนแทบมองไม่ออกว่าในรูปคือใคร ที่น่าขนลุกที่สุดคือตรงกลางใต้ถุนเรือน มีแท่นบูชาเล็กๆ ตั้งอยู่ บนแท่นมีธูปหลายสิบดอกปักอยู่จนแน่น ส่งกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นศพ

“ที่นี่มันที่ไหนวะเนี่ย แล้วทำไมกูถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ผมพึมพำกับตัวเองอย่างงุนงง พยายามรวบรวมสติ นึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ภาพในหัวกลับพร่าเลือนเหมือนมีหมอกลงจัด จำได้แค่ว่าเมื่อคืนนั่งดื่มเหล้ากับไอ้ภาม เพื่อนสนิท แล้วก็…แล้วก็อะไรอีกวะ

ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากด้านบน เป็นเสียงเหมือนคนกำลังเดินลากเท้าไปมาบนพื้นไม้เก่าๆ เอี๊ยดอ๊าดๆ ฟังดูน่าขนลุกพิลึก ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปมองเพดานไม้ แต่ก็มองไม่เห็นอะไร นอกจากเงาตะคุ่มๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่รางๆ

“ใครวะ อยู่ข้างบนน่ะ” ผมตะโกนถามออกไป แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงเดินลากเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนกับว่าคนที่อยู่ข้างบนกำลังเดินลงบันไดมา

ความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ ผมรีบลุกขึ้นยืน เตรียมวิ่งหนี แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเงาดำทะมึนปรากฏขึ้นที่ช่องบันได เงาดำนั้นค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ปรากฏร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดไทยโบราณสีดำ ผมยาวประบ่า ใบหน้าขาวซีด ดวงตาดำขลับจ้องมองมาที่ผมอย่างเย็นเยียบ

ผมแข็งทื่อไปทั้งตัว ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย ได้แต่ยืนตัวสั่น มองผู้หญิงคนนั้นเดินลงบันไดมาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธอดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะหยุดเต้น

“มาทำอะไร…ที่นี่” เสียงของเธอแหบแห้ง ราวกับคนไม่ได้พูดมานานนับปี

“ผะ…ผม…ผมไม่รู้ครับ ผมไม่รู้ว่าผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ผมตอบตะกุกตะกัก เสียงสั่นเครือ

ผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบอะไร เพียงแต่จ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้น ชี้มาที่ผม

“เจ้า…เป็น…ผู้…ถูก…เลือก” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม

“ถูกเลือก? ถูกเลือกอะไรครับ” ผมถามอย่างงุนงง

“เจ้า…จะ…ต้อง…ชด…ใช้” เธอพูดจบก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ

ผมพยายามถอยหนี แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างตรึงขาผมไว้กับพื้น ขยับไปไหนไม่ได้เลย ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ห่างกันเพียงแค่คืบเดียว ผมมองเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นแต่ความว่างเปล่าและความเศร้าโศกอย่างหาที่สุดมิได้

“ผม…ผมทำอะไรผิด ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

ผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบอะไร เพียงแต่ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาสัมผัสที่ใบหน้าของผม ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอสัมผัสกับผิวของผม ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งแล่นไปทั่วร่าง

“เจ้า…จะ…ต้อง…รับ…กรรม” เธอพูดจบก็ค่อยๆ บีบใบหน้าของผมอย่างแรง ผมพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ก็ไม่มีแรงสู้เธอได้เลย ใบหน้าของผมเริ่มชา ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วศีรษะ

ทันใดนั้นเอง ผมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดึงวิญญาณของผมออกจากร่าง ความรู้สึกเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมแทบจะทนไม่ไหว ผมกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครได้ยิน

ภาพทุกอย่างเริ่มพร่าเลือน ผมมองเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าผม มองผมด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหงื่อท่วมตัว หายใจหอบถี่ มองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง พบว่าตัวเองยังอยู่ในห้องนอนแคบๆ ที่บ้านเช่าซอมซ่อ ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“ฝันร้ายเหรอวะ” ผมพึมพำกับตัวเอง เอื้อมมือไปเปิดโคมไฟข้างเตียง แสงสว่างจ้าทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

ผมลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง เปิดออกรับลม แสงจันทร์ส่องเข้ามาในห้อง ทำให้ผมมองเห็นเงาของตัวเองบนพื้น

ทันใดนั้นเอง ผมก็สังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เงาของผม…เงาของผมไม่ได้มีแค่เงาของผม

มีเงาดำอีกเงาหนึ่งซ้อนทับอยู่บนเงาของผม เป็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดไทยโบราณสีดำ ผมยาวประบ่า ใบหน้าขาวซีด ดวงตาดำขลับจ้องมองมาที่ผมอย่างเย็นเยียบ

ผมรีบหันกลับไปมองที่เตียงนอน แต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากความว่างเปล่า

ผมค่อยๆ หันกลับมามองที่เงาอีกครั้ง เงาดำนั้นยังคงอยู่ตรงนั้น จ้องมองมาที่ผมอย่างไม่ลดละ

ผมเริ่มรู้สึกกลัว กลัวจนแทบจะขาดใจ ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ผมไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไรจากผม

แต่ผมรู้ว่า…ผมกำลังตกอยู่ในอันตราย

ผมตัดสินใจวิ่งออกจากห้อง วิ่งไปตามทางเดินแคบๆ ของบ้านเช่า วิ่งไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหน

ผมวิ่งไปจนสุดทางเดิน ก็พบกับประตูทางออก ผมรีบเปิดประตูออกไป วิ่งออกไปบนถนนที่มืดมิด

ผมวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดพัก วิ่งไปจนกระทั่งหมดแรง ล้มลงบนพื้น

ผมนอนหอบหายใจอยู่บนพื้น มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด ไร้ดาว

ผมรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว อ้างว้าง และหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากข้างหลัง

“เจ้า…จะ…หนี…ไม่…พ้น”

ผมรีบหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่เห็นใคร

มีเพียงความมืดมิด…และความเย็นยะเยือกที่กัดกินหัวใจ

อ่านต่อบทที่ 2