
สาวดอกไม้กับเจ้าพ่อ
By ชลิดา พรหมศรี
romance · 2026-04-23
รดา ทายาทมาเฟียสาว ต้องเผชิญหน้ากับการเจรจาธุรกิจที่ผิดปกติ เมื่อคู่เจรจาไม่ใช่คนที่เธอคาดหวังไว้ แถมยังได้รับโทรศัพท์เตือนให้ระวังชายคนนั้น ทำให้เธอต้องตัดสินใจหนีออกจากสถานการณ์ที่น่าสงสัย
บทที่ 1
สาวดอกไม้กับเจ้าพ่อ
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วบริเวณ ผมสีดำขลับของฉันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีแดง ฉันหลับตาปี๋ สองมือกำปืนแน่นจนมือสั่นเทา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบนี้ แต่ทุกครั้งมันก็ยังคงน่าสะพรึงกลัวไม่ต่างกัน
ฉันชื่อ รดา นามสกุล อัครเดชดำรง ตระกูลของฉันเป็นที่รู้จักกันดีในวงการมาเฟียของเมืองไทย ไม่ใช่เพราะความดีงามอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะความโหดเหี้ยมและความอำมหิตต่างหาก ตั้งแต่จำความได้ ฉันก็ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็นทายาทของตระกูล ต้องเรียนรู้การต่อสู้ การใช้อาวุธ การบริหารธุรกิจผิดกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือการกำจัดศัตรู
ฉันอายุ 25 ปี เป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวอิทธิพล อัครเดชดำรง ผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของประเทศ ภายนอก เขาคือนักธุรกิจใจบุญที่ใครๆ ต่างก็เคารพนับถือ แต่เบื้องหลัง เขาคือหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่สั่งสมอำนาจมานานหลายทศวรรษ ฉันรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง ฉันจะต้องสืบทอดตำแหน่งของเขา แต่ในใจลึกๆ ฉันกลับหวาดกลัว ฉันไม่ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการนองเลือด
“รดา! รดา! เป็นอะไรไหมลูก?” เสียงทุ้มต่ำของพ่อดังขึ้น ฉันลืมตาขึ้น มองเขาด้วยความรู้สึกผิด เขามักจะปกป้องฉันเสมอ ไม่ว่าฉันจะทำผิดพลาดแค่ไหนก็ตาม
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะพ่อ” ฉันตอบเสียงสั่น
“เก่งมาก รดาของพ่อ” เขาพูดพลางลูบศีรษะฉันเบาๆ “จำไว้นะลูก ในโลกนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับคนอ่อนแอ ถ้าเราไม่ฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าเรา”
ฉันพยักหน้าเข้าใจ แต่ในใจกลับรู้สึกขัดแย้ง ฉันรู้ว่าพ่อพูดถูก แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะเป็นแบบนั้น ฉันอยากที่จะมีชีวิตที่สงบสุข อยากที่จะมีความรัก อยากที่จะเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
คืนนั้น ฉันนอนไม่หลับ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ฉันลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียง มองออกไปยังแสงสีที่ส่องสว่างของเมืองกรุงเทพฯ เมืองที่ฉันเติบโตมา เมืองที่เต็มไปด้วยความสวยงามและความโหดร้ายในเวลาเดียวกัน
ชีวิตของฉันถูกกำหนดไว้แล้ว ฉันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องเดินตามรอยเท้าของพ่อ ต้องเป็นผู้นำของตระกูล ต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งและไร้ความปราณี แต่ฉันจะทำได้จริงหรือ? ฉันไม่แน่ใจเลย
วันรุ่งขึ้น ฉันตื่นเช้ากว่าปกติ ฉันตัดสินใจที่จะไปออกกำลังกายที่ยิมของบ้าน เป็นวิธีเดียวที่ฉันจะสามารถระบายความเครียดและความกดดันได้ ฉันสวมชุดออกกำลังกายสีดำ กระชับสัดส่วน เผยให้เห็นรูปร่างที่เพรียวบางแต่แข็งแรง ฉันเดินลงไปที่ยิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นใต้ดินของบ้าน
เมื่อฉันเปิดประตูเข้าไป ก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังชกกระสอบทรายอยู่ เขาเป็นบอดี้การ์ดคนใหม่ของฉัน ชื่อ ธีธัช เขาเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน แต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถของเขา ธีธัชเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจา แต่เขาก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดี
“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณรดา” ธีธัชทักทายฉันด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ธีธัช” ฉันตอบกลับ “คุณมาออกกำลังกายแต่เช้าเลยนะคะ”
“ครับ ผมต้องเตรียมพร้อมเสมอ เพื่อปกป้องคุณ” เขาตอบ
ฉันรู้สึกขอบคุณในความห่วงใยของเขา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัด ฉันไม่ชอบที่มีคนคอยตามติดตลอดเวลา มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจองจำ
“คุณไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ธีธัช ฉันดูแลตัวเองได้” ฉันพูด
“ผมรู้ครับ แต่เป็นหน้าที่ของผม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ ฉันรู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเขาได้ ฉันจึงตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรอีก ฉันเริ่มออกกำลังกาย โดยมีธีธัชคอยดูแลอยู่ห่างๆ
หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ฉันก็กลับขึ้นไปอาบน้ำและแต่งตัว ฉันสวมชุดสูทสีดำเรียบหรู บ่งบอกถึงอำนาจและความมั่นใจ วันนี้ฉันมีนัดกับนักธุรกิจคนสำคัญ เพื่อเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ ฉันรู้ว่าการเจรจาครั้งนี้จะไม่ง่าย เพราะคู่แข่งของฉันก็ต้องการที่จะได้ข้อตกลงนี้เช่นกัน
เมื่อฉันลงมาถึงห้องอาหาร พ่อของฉันก็นั่งรออยู่แล้ว เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เมื่อเห็นฉันเดินเข้ามา เขาก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้
“อรุณสวัสดิ์ลูกรัก” เขาพูด
“อรุณสวัสดิ์ค่ะพ่อ” ฉันตอบ
“วันนี้มีนัดสำคัญสินะ” เขาถาม
“ค่ะพ่อ หนูจะพยายามอย่างเต็มที่” ฉันตอบ
“พ่อเชื่อมั่นในตัวลูกเสมอ” เขาพูด “แต่จำไว้นะลูก อย่าไว้ใจใครง่ายๆ ในโลกธุรกิจไม่มีมิตรแท้ มีแต่ผลประโยชน์”
ฉันพยักหน้าเข้าใจ ฉันรู้ดีว่าพ่อหมายถึงอะไร ฉันต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย เป็นโรงแรมหรูใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ฉันมาถึงก่อนเวลานัดเล็กน้อย ฉันนั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษ มองออกไปยังวิวเมืองที่สวยงาม
ไม่นานนัก เลขาของฉันก็เดินเข้ามาแจ้งว่าคู่เจรจามาถึงแล้ว ฉันลุกขึ้นยืน เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย
เมื่อประตูห้องเปิดออก ฉันก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่คนที่ฉันคาดหวังไว้ แต่เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูป เขาสวมสูทสีเทาเข้ม ดูภูมิฐานและน่าเกรงขาม
“สวัสดีครับ คุณรดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม “ผมชื่อ คริส ครับ”
ฉันมองเขาด้วยความสงสัย ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แล้วเขาเป็นใครกันแน่? ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?
“คุณเป็นใครคะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ผมเป็นตัวแทนของคู่ค้าของคุณครับ” เขาตอบ
“ฉันไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องนี้มาก่อน” ฉันพูด
“อาจจะมีการผิดพลาดบางอย่างครับ” เขาตอบ “แต่ไม่ต้องกังวล ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด”
ฉันไม่เชื่อคำพูดของเขาสักนิด ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฉันเริ่มสงสัยว่าเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่
“ฉันขอคุยกับคู่ค้าของฉันโดยตรง” ฉันพูด
“เสียใจด้วยครับ เขาไม่สะดวกที่จะมาพบคุณ” เขาตอบ
“ทำไม?” ฉันถาม
“เขาติดธุระสำคัญ” เขาตอบ
ฉันจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามที่จะอ่านความคิดของเขา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เขามีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
“ฉันไม่เชื่อคุณ” ฉันพูด
“คุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณครับ” เขาตอบ “แต่ผมขอแนะนำว่า เราควรจะเริ่มการเจรจาได้แล้ว”
ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ฉันควรจะเชื่อใจเขาหรือไม่? หรือว่าฉันควรจะยกเลิกการเจรจาไปเลย?
ในขณะที่ฉันกำลังคิดอยู่นั้น คริสก็เดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น เขายื่นมือมาจับมือของฉัน
“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะไม่ทำร้ายคุณ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉันรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของเขา ฉันไม่เคยมีใครมาแตะต้องตัวแบบนี้มาก่อน ฉันรู้สึกสับสนและหวาดหวั่น
ฉันพยายามที่จะดึงมือกลับ แต่เขากลับจับมือของฉันไว้แน่นกว่าเดิม
“ปล่อยฉัน!” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ผมจะไม่ปล่อย จนกว่าคุณจะเชื่อใจผม” เขาตอบ
ฉันจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาอีกครั้ง ฉันเห็นความจริงใจและความห่วงใยในนั้น ฉันเริ่มลังเล ฉันควรจะเชื่อใจเขาดีไหม?
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความเงียบ ฉันรีบดึงมือออกจากมือของคริส และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจรับสาย
“สวัสดีค่ะ” ฉันพูด
“รดา ฟังนะ อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น” เสียงปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบ
“ใครน่ะ?” ฉันถาม
“คนที่คุณกำลังคุยด้วย เขาอันตรายมาก” เสียงปลายสายพูดต่อ
“คุณเป็นใคร? คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” ฉันถามอย่างร้อนรน
“ไม่มีเวลาแล้ว ฟังนะ รีบหนีไป!” เสียงปลายสายพูด
ก่อนที่ฉันจะได้ถามอะไรต่อ ปลายสายก็ตัดสายไป ฉันยืนตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
คริสมองฉันด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” เขาถาม
ฉันเงยหน้ามองเขา ดวงตาของฉันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฉันไม่รู้ว่าใครคือคนที่โทรมา แต่ฉันเชื่อว่าเขาพูดความจริง คริสอันตราย เขาไม่ใช่คนที่ฉันควรจะไว้ใจ
“ฉันต้องไปแล้ว” ฉันพูด
ฉันรีบหันหลังเดินออกจากห้องไป โดยไม่สนใจเสียงเรียกของคริส ฉันต้องหนี ฉันต้องหนีจากเขาให้เร็วที่สุด
แต่ฉันจะหนีไปไหนได้? ใครกันคือคนที่โทรมาเตือนฉัน? แล้วคริสต้องการอะไรจากฉันกันแน่?
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในอันตรายที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ฉันไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป