รอยไหม้บนแผ่นหลัง
Chapter 3 — เสียงเพลงจากก้นบึ้งแห่งเงา
สายลมเย็นยะเยือกพัดโชยผ่านหุบผามรณะ กลิ่นอับชื้นของดินและซากพืชเน่าเปื่อยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ นรินทร์ยืนนิ่ง พลางยกมือข้างหนึ่งสัมผัสแผ่นหลังที่ยังคงปวดแสบปวดร้อน รอยตรารูปมือสีดำสนิทที่ประทับอยู่บนผิวหนังราวกับถูกเผาด้วยเหล็กร้อน บัดนี้มันกลับทอประกายเรืองรองจางๆ ราวกับมีชีวิตของมันเอง
แม่มดอรุณ ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ดวงตาของเธอทอประกายลึกลับภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา นางชี้ไปยังรอยตราบนหลังของเขา “นี่ไม่ใช่แค่รอยแผลเป็น นรินทร์ มันคือพันธนาการ… และอาจเป็นกุญแจ” เสียงของนางแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“พันธนาการ?” นรินทร์ขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจ ท่านหมายความว่าอย่างไร” เขาจำความรู้สึกตอนที่ทหารปริศนาเข้าโจมตีได้ดี พลังอำมหิตที่แผ่ออกมา พวกมันไม่ใช่แค่นักรบธรรมดา แต่เป็นเครื่องจักรสังหารที่ถูกควบคุม
“เจ้าถูกเลือก นรินทร์” แม่มดอรุณกล่าว พลางหมุนตัวเดินช้าๆ ไปรอบๆ เขา “พลังที่ประทับตราเจ้ามาพร้อมกับความตาย… แต่ก็มอบชีวิตใหม่ให้เจ้าด้วย มันคือการแลกเปลี่ยนที่น่าสะพรึงกลัว”
นรินทร์กัดฟัน ความทรงจำเกี่ยวกับวันสุดท้ายของอโยธยาถาโถมเข้ามา ภาพกองเลือด เสียงกรีดร้องของผู้บริสุทธิ์ และใบหน้าของรากษสที่หัวเราะเยาะเย้ย “ข้าไม่ต้องการพลังที่มาพร้อมกับคำสาป ข้าต้องการเพียงการแก้แค้น!”
“ความปรารถนาของเจ้าจะนำเจ้าไปสู่หายนะ หากไร้ซึ่งความเข้าใจ” แม่มดอรุณหยุดนิ่ง หันมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง “ทหารพวกนั้น… พวกมันไม่ได้มาเพียงลำพัง ‘นายท่าน’ ของพวกมันกำลังจับตามองทุกย่างก้าวของเจ้าอยู่ และเจ้านั่นแหละ… คือเป้าหมายของมัน”
คำพูดของแม่มดทำให้นรินทร์รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง เขาเคยรู้สึกถึงสายตาที่มองมา แต่คิดว่าเป็นเพียงสัญชาตญาณของนักรบที่กำลังตกอยู่ในอันตราย “แล้วข้าควรทำอย่างไร? ท่านช่วยข้าได้หรือไม่?”
แม่มดอรุณยิ้มบางๆ “ข้าจะช่วยเจ้า… แต่เจ้าต้องเชื่อใจข้าเสียก่อน รอยตราบนหลังเจ้า… มันเชื่อมโยงกับ ‘สิ่งนั้น’ ที่พวกรากษสขโมยไป… ผลึกแห่งแสง”
“ผลึกแห่งแสง? ท่านรู้ได้อย่างไร?” นรินทร์อุทาน เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร
“ข้าเห็น… ในนิมิต” แม่มดกล่าว “ข้าเห็นภาพของเจ้า… เห็นรอยตรา… และเห็นความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา” นางมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด “เสียงกระซิบที่เจ้าได้ยิน… มันไม่ใช่เพียงลมพัดผ่าน”
ขณะที่แม่มดอรุณกำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างต่อ จู่ๆ เสียงเพลงแผ่วเบาแต่โหยหวนก็ดังขึ้นมาจากเบื้องลึกของหุบผา เสียงเพลงนั้นไม่ใช่เสียงที่มนุษย์จะขับขานได้ มันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความเจ็บปวด ราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณนับพัน
นรินทร์ชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางของเสียง “นั่นมันเสียงอะไร?”
แม่มดอรุณสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางสูดลมหายใจลึก “มันคือ… เพลงกล่อมของเหล่าภูตผี… แต่ทำไมมันถึงดังขึ้นมาที่นี่?” นางขมวดคิ้ว “ข้าต้องรีบไปดู”
ก่อนที่นรินทร์จะทันได้ห้าม แม่มดอรุณก็พุ่งตัวหายเข้าไปในเงามืดของหุบเขา ทิ้งให้นรินทร์ยืนงงอยู่เพียงลำพัง เสียงเพลงยังคงดังต่อไป โหยหวนและน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม ราวกับกำลังเชื้อเชิญเขาให้ดำดิ่งลงไปในความมืดมิด
นรินทร์ตัดสินใจ เขาไม่อาจปล่อยให้แม่มดเผชิญหน้ากับอันตรายเพียงลำพัง แม้จะยังไม่ไว้ใจนางทั้งหมด แต่เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างพวกเขาทั้งสอง การแก้แค้น ความแค้นที่สุมอก และความลับเบื้องหลังรอยตราบนแผ่นหลัง เขาต้องตามหาความจริง… และตอนนี้ ดูเหมือนว่าความจริงกำลังรอเขาอยู่เบื้องล่างสุดของหุบผาแห่งนี้
เขาก้าวเดินเข้าไปในเงามืดตามเสียงเพลง รอยตราบนแผ่นหลังของเขากลับร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้ง และทันใดนั้น เสียงกระซิบที่คุ้นเคยแต่ก็แฝงด้วยความน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นในหัวของเขา… *‘เจ้าเป็นของเราแล้ว…’*
แต่คราวนี้ เสียงนั้นไม่ได้มาจากที่ไหนเลย… มันมาจากภายในตัวเขาเอง!