ปราสาทต้องสาป
Chapter 3 — สนธยาอาบเลือดดำ
เสียงหอบหายใจของทักษินดังสะท้อนก้องในโถงใหญ่ที่ว่างเปล่า กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมปนเปกับกลิ่นอับชื้นของปราสาทโบราณ ยามนี้แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังสาดส่องผ่านหน้าต่างบานสูง เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในลำแสงราวกับมีชีวิต เลือดสีดำสนิทที่ไหลซึมจากบาดแผลที่หน้าอกของเขา ไหลย้อยลงมาอาบไล้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวเนื้อที่ซีดเซียวราวกับกระดาษ
หญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง แต่ก็ฉายแววความกลัวระคนสงสาร มือเรียวขาวของเธอกำเสื้อคลุมสีเข้มของตนแน่น ราวกับต้องการยึดเหนี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
“รอยแผลนั่น... ท่านหญิงก็มีเช่นกัน” เสียงของเธอดังแผ่วเบา แต่ก็ชัดเจนพอที่จะแทรกผ่านความสับสนที่กำลังถาโถมเข้าใส่ทักษิน
‘ท่านหญิง’ คำนี้ดังก้องในหัวของทักษินราวกับเสียงระฆังแห่งโศกนาฏกรรม รอยแผลของเขา... มันไม่ใช่แค่บาดแผลจากการต่อสู้ แต่มันคือตราประทับแห่งพันธสัญญา หรืออาจจะเป็นบางสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น
“ท่านหมายถึงใคร?” ทักษินเอ่ยถาม เสียงแหบพร่า เขาพยายามยกมือขึ้นสัมผัสบาดแผล แต่ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจนต้องชะงัก
หญิงสาวไม่ตอบ เธอเพียงแต่ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย ดวงตาของเธอสั่นไหว มองไปที่เลือดสีดำที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้นบนอกของทักษิน
“ข้า... ข้าไม่รู้” เธอพึมพำ “แต่ท่านหญิงทรงเจ็บปวดนัก ทรงกล่าวถึง... ดวงวิญญาณที่ถูกพันธนาการ”
ดวงวิญญาณที่ถูกพันธนาการ? นั่นมันตัวเขาชัดๆ! ทักษินกำหมัดแน่น เลือดสีดำหยดลงสู่พื้นหินขัดเงา เป็นหยดเล็กๆ ที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นประกายสีหมึก
“แล้วท่านล่ะ มาที่นี่ได้อย่างไร?” ทักษินเปลี่ยนเรื่อง เขาจำได้ว่าเธอปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับถูกส่งมาเพื่อพบเขา
“ข้า...” หญิงสาวลังเล “มีบางอย่าง... ดึงข้ามาที่นี่ ข้าสัมผัสได้ถึง... พลังงานบางอย่างที่ไม่ใช่ของโลกนี้” เธอเหลือบมองไปรอบๆ โถงใหญ่ ราวกับกำลังสำรวจสภาพแวดล้อม “ที่นี่... ช่างวังเวงนัก”
ทักษินพยักหน้าเห็นด้วย ปราสาทบรรพตวิญญาณแห่งนี้เต็มไปด้วยความลับและความน่าสะพรึงกลัว เขาสัมผัสได้ถึงมันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา
“ข้าชื่อทักษิน” เขาแนะนำตัว แม้จะรู้สึกว่ามันไม่สำคัญเท่าใดนักในสถานการณ์เช่นนี้
“ข้า... ลลิสา” หญิงสาวตอบรับอย่างนอบน้อม “ข้าเป็นเพียง... คนรับใช้”
คนรับใช้? แต่ท่าทางของเธอดูไม่เหมือนคนรับใช้ทั่วไป ดวงตาฉายแววความรู้บางอย่างที่ทักษินสัมผัสได้
“คนรับใช้ของใคร?” ทักษินถามทันที
ลลิสาหน้าซีดลงเล็กน้อย “ของ... ท่านหญิง”
เมื่อได้ยินชื่อ ‘ท่านหญิง’ อีกครั้ง ทักษินก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปทั่วร่าง เลือดสีดำในกายของเขาดูเหมือนจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกับความหวาดกลัวของเขา
“ท่านหญิง... ของท่าน มีความเกี่ยวข้องอะไรกับข้า?” ทักษินถามตรงๆ ความอดทนของเขากำลังจะหมดลง เขาต้องการคำตอบ
ลลิสาหลุบตาลง “ข้า... ไม่ได้รับอนุญาตให้กล่าวถึง”
“แต่ข้ากำลังจะตาย!” ทักษินตะคอก เสียงของเขาดังขึ้นจนสะท้อนก้อง “เลือดของข้ากลายเป็นสีดำ! รอยแผลนี่... มันกำลังกัดกินข้า!”
ลลิสาเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาคลอหน่วย “ข้าเข้าใจ... แต่ข้าทำอะไรไม่ได้”
ทันใดนั้นเอง เสียงประตูด้านนอกของปราสาทก็ดังขึ้น! เสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรง ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามพังประตูเข้ามา!
ทักษินและลลิสาหันไปมองประตูบานใหญ่ด้วยความตกใจ
“ใครกัน?” ลลิสาร้องถาม
ทักษินพยายามข่มความเจ็บปวด เขารู้สึกได้ถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันไม่ใช่ร่างสีดำแน่ๆ นี่คือภัยคุกคามรูปแบบใหม่
“ข้าไม่รู้” ทักษินตอบ “แต่เราต้องไปจากที่นี่!”
เขากระชับเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น พยายามยืนให้มั่นคง แต่ขาของเขากลับสั่นเทา
เสียงทุบประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักหน่วงกว่าเดิม! แผ่นไม้เริ่มปริแตก
“ไปทางนี้!” ทักษินคว้าแขนลลิสา ดึงเธอไปยังทางเดินด้านข้าง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ก้าวไป เสียงทุบก็ดังขึ้นถึงขีดสุด! ประตูบานใหญ่กระแทกเปิดออกด้วยแรงมหาศาล! ร่างเงาสีดำทะมึนขนาดมหึมา ยืนตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้า! ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมาที่พวกเขา! มันไม่ใช่ร่างสีดำที่เขาเคยเจอในห้องใต้ดิน! นี่คือสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น... หายใจเป็นไอเย็นยะเยือกออกมา!
“พวกเจ้า... หนีไม่พ้น!” เสียงคำรามต่ำๆ ดังก้องไปทั่วปราสาท
ทักษินเบิกตากว้าง! ร่างนั้น... มันคือสิ่งที่เขาเคยเห็นในเงาสะท้อนบนกระจก! ภาพสะท้อนของหญิงสาวปริศนา... ไม่ใช่! มันคือ **มัน**! สิ่งมีชีวิตจากเงามืดที่เขาพยายามหลีกหนีมาตลอด! และตอนนี้มันก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขาในสภาพที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม!