เสียงกระซิบจากห้วงเหวลึก
Chapter 3 — กระซิบในเงา : เมืองที่เลือนราง
ความมืดมิดที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่งเข้ามาโอบล้อมธีธัช ร่างกายของเขาถูกบีบรัดราวกับถูกพันธนาการด้วยเส้นใยแห่งความว่างเปล่า เสียงกระซิบของร่างเงาที่ว่า 'อาร์คาเดีย' ยังคงก้องอยู่ในหู สร้างความสับสนระคนหวาดหวั่นให้แก่เขา
"ปล่อยนะ!" ธีธัชตะโกนสุดเสียง พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่มองไม่เห็น แต่ทุกการขัดขืนกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกจมดิ่งลงไปในความมืดนั้นมากขึ้น เขาเห็นภาพเมืองหลวงที่ลอยอยู่บนฟ้าแวบเข้ามาในหัว ภาพของอารัณที่ยืนอยู่บนกำแพง ใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ดวงตาฉายแววเย็นชา มันเป็นภาพที่ขัดแย้งกันราวกับคนละคน
"อย่าดิ้นเลย ผู้ถูกเลือก... การเดินทางของเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้น" เสียงเย็นเยียบของร่างเงาดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับกำลังหัวเราะเยาะความพยายามของธีธัช
ช่วงเวลาหนึ่ง ธีธัชรู้สึกเหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่า ไร้ทิศทาง ไร้การรับรู้ใดๆ จากประสาทสัมผัส ร่างกายของเขาชาด้านไปหมด เขาเริ่มคิดว่านี่คือจุดจบแล้วงั้นหรือ? หรือนี่คือชะตากรรมของผู้ถูกเลือก? การต้องมาเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุดเช่นนี้
แต่แล้ว เมื่อความสิ้นหวังเริ่มกัดกิน ธีธัชก็นึกถึงคำพูดสุดท้ายของอารัณก่อนที่จะเสียสละชีวิตให้เขา "จงอย่าหวั่นไหว... พลังที่ข้ามอบให้เจ้า... คือความหวังเดียวของโลกใบนี้..." พลังนั้น! มันยังคงอยู่ในตัวเขา
ธีธัชรวบรวมสติที่กระจัดกระจายทั้งหมด เพ่งสมาธิไปยังพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย สัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน ราวกับแสงสว่างที่ค่อยๆ ขับไล่ความมืดมิด เขาหลับตาลง กำหมัดแน่น ความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอดและค้นหาความจริงผลักดันให้เขาก้าวข้ามความกลัว
"ข้า... จะไม่ยอมแพ้!" เขาประกาศก้องในใจ
ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกของการถูกกระชากอย่างแรงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกของการจมดิ่ง แต่เป็นการถูกดึงตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ธีธัชรู้สึกถึงกระแสลมที่ปะทะใบหน้า ราวกับกำลังเคลื่อนที่ผ่านมิติที่บิดเบี้ยว
ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่บนพื้นผิวที่แข็งเย็น ราวกับหินอ่อนสีขาว สูดหายใจเข้าไปเต็มปอด อากาศที่นี่บริสุทธิ์และเย็นสบาย แต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายประหลาดที่ไม่อาจระบุได้
เมื่อลืมตาขึ้นเต็มที่ ธีธัชก็ต้องตะลึงงันกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้อยู่บนพื้นดินธรรมดาอีกต่อไป แต่เขากำลังยืนอยู่บน 'กำแพง' ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา กำแพงที่สร้างขึ้นจากหินสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งสะท้อนแสงสว่างอันเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ที่ไม่คุ้นเคยเบื้องบน
เบื้องล่างของกำแพงนั้น คือภาพของเมืองที่น่าอัศจรรย์ราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย อาคารต่างๆ สร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน มีหอคอยสูงเสียดฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีระยิบระยับ สะพานโค้งทอดยาวเหนือลำธารที่ไหลรินอย่างสงบนิ่ง ผู้คนในชุดคลุมหลากสีสันเดินไปมาบนท้องถนนที่ปูด้วยหินอ่อนเช่นเดียวกับกำแพงที่เขายืนอยู่
"อาร์คาเดีย..." ธีธัชพึมพำ ชื่อที่ร่างเงากระซิบ มันคือเมืองหลวงที่หายไปจริงๆ เมืองที่เขาเห็นลอยอยู่บนท้องฟ้าเมื่อครู่
เขาหันกลับไปมองทางที่เขามา แต่กลับไม่พบร่องรอยของร่างเงา หรือความมืดมิดที่พาเขามาที่นี่เลย ราวกับว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา
ในขณะที่เขากำลังประมวลผลกับภาพตรงหน้า เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ดังเข้ามาก็เรียกสติของเขากลับมา ธีธัชหันไปมอง และหัวใจของเขาก็แทบจะหยุดเต้น
ผู้ที่กำลังเดินเข้ามา คือชายในชุดเกราะสีเงินวาววับ ใบหน้าของเขาคมคาย ดวงตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว แต่สิ่งที่ทำให้ธีธัชตกตะลึงที่สุดคือตราสัญลักษณ์ที่ปักอยู่บนอกเสื้อคลุมของชายผู้นั้น
มันคือสัญลักษณ์ของ 'รัตติกาล' ตราประจำตระกูลของอารัณ ผู้ซึ่งเขาทราบดีว่าได้เสียสละชีวิตไปแล้ว
ชายผู้นั้นหยุดยืนตรงหน้าธีธัช ยกมือขึ้นกุมไหล่ของเขาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง
"ยินดีต้อนรับสู่อาร์คาเดียอย่างเป็นทางการ ผู้ถูกเลือก... ข้าคือผู้ดูแลแห่งนครแห่งนี้ และข้ามีข่าวสำคัญจะแจ้งให้เจ้าทราบเกี่ยวกับชะตากรรมของเจ้าและโลกใบนี้"
ธีธัชอ้าปากค้าง พยายามจะเอ่ยถาม แต่คำพูดก็จุกอยู่ที่ลำคอ ชายผู้นี้คือใคร? และเขารู้เรื่องของเขาได้อย่างไร? ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใดออกไป ชายผู้นั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ท่านอารัณ... ทรงตรัสว่าเจ้าอาจจะสับสน... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็น... "
ชายผู้นั้นผายมือไปยังใจกลางเมือง ที่ซึ่งหอคอยสูงที่สุดตั้งตระหง่านอยู่ บนยอดสุดของหอคอยนั้น... ปรากฏร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่ ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกบดบังด้วยเงา แต่สิ่งที่ทำให้ธีธัชขนลุกซู่คือ... รอยยิ้มที่เขาคุ้นเคย...
มันคือรอยยิ้มของอารัณ... คนเดียวกับที่เขาเห็นบนกำแพงเมืองก่อนจะถูกร่างเงาดึงตัวไป
"เป็นไปไม่ได้..." ธีธัชพึมพำ
"เป็นไปได้เสมอ... ในอาร์คาเดีย" ชายในชุดเกราะกล่าว พลางหันกลับมามองธีธัชด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง "โดยเฉพาะเมื่อ... สิ่งที่ท่านเห็น... อาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านคิดเสมอไป"