เงาเพลิงใต้ผืนทราย

Chapter 3 — อักษรรัตติกาลบนผืนทราย

อากาศเย็นยะเยือกของเมืองโบราณกัดกินผิวของราตรี แม้เปลวไฟทมิฬที่ปะทุอยู่รอบกายจะขับไล่ความหนาวเย็นได้บ้าง แต่มันไม่อาจสลายความหวาดหวั่นในใจของเธอไปได้ เงาของทิวา... มันเป็นไปได้อย่างไร? ทิวาควรจะถูกจับกุมอยู่ที่อื่น เหตุใดเงาของเขาจึงปรากฏขึ้นที่นี่ ต่อหน้าเธอ ในขณะที่เธอกำลังเผชิญหน้ากับอสูรร้ายที่ทรยศเธอ?

ราตรีสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะ เธอยังคงตั้งมั่นอยู่ท่ามกลางฝุ่นผงและซากปรักหักพัง เสียงการต่อสู้ของมรณะกับพญาเงามรณะดังสะท้อนก้อง ราวกับเสียงคำรามของยักษ์สองตนที่กำลังปลดปล่อยพลังทำลายล้างเข้าใส่กัน คลื่นพลังงานที่ปะทะกันทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นทรายฟุ้งตลบยิ่งกว่าเดิม

“หยุดนะ!” ราตรีตะโกนสุดเสียง แม้จะรู้ดีว่าเสียงของเธอคงจะถูกกลืนหายไปกับเสียงอึกทึกนั้น “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

เธอเพ่งสมาธิไปยังเงาของทิวา มันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า สลัวรางราวกับภาพลวงตา ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราตรีจำดวงตาคู่นั้นได้ ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยประกายแห่งมิตรภาพ บัดนี้กลับฉายแววที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นแววตาที่ว่างเปล่า... หรืออาจจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด?

ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังงานจากสนามรบระหว่างมรณะและพญาเงามรณะก็พุ่งเข้าใส่บริเวณที่ราตรีอยู่โดยไม่ทันตั้งตัว เธอเบี่ยงตัวหลบอย่างฉิวเฉียด เปลวไฟทมิฬของเธอปะทุขึ้น ปัดป้องเศษซากที่กระเด็นมา ราตรีรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่ต้นขา มันไม่ใช่แค่เศษหิน แต่เป็นชิ้นส่วนของกำแพงที่ถูกพลังงานทำลายล้างกระแทกเข้ามา

“ต้องออกไปจากที่นี่!” เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว การเผชิญหน้ากับอดีตศัตรูที่ทรยศเธอ เป็นเรื่องที่เธอต้องสะสาง แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ ไม่ใช่ในขณะที่เธอถูกขังอยู่ท่ามกลางสงครามของสองอสูรร้าย และที่สำคัญ... ไม่ใช่เมื่อเธอได้เห็นเงาของสหายที่ควรจะปลอดภัย

ราตรีหันหลังให้กับสนามรบอันโกลาหล มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เธอเชื่อว่าเป็นทางออกจากการถูกปิดล้อม เธอต้องหาคำตอบให้ได้ ว่าเงาของทิวามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และสหายของเธอเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ขณะที่เธอกำลังพุ่งทะยานผ่านซอกหลืบของเมืองโบราณ ร่างของมรณะก็ปรากฏขึ้นขวางหน้าเธออย่างไม่คาดฝัน ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่เธอ ราวกับจะอ่านความคิดของเธอได้ทั้งหมด “เจ้ากำลังจะไปไหน ราตรี? ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับผู้ที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ”

น้ำเสียงของมรณะราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง ราตรีชะงัก สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย “ท่านคือใครกันแน่? แล้วทำไมท่านถึงรู้จักชื่อข้า?”

มรณะยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่สามารถเข้าถึงดวงตาได้ “ข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้า ราตรี... และข้าก็รู้ว่าเจ้ากำลังมองหาอะไรอยู่” เขาชี้ไปยังทางเดินที่มืดมิดกว่าเดิม “แต่สิ่งที่เจ้าต้องการ หาได้ไม่ง่ายนัก ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าตามหามันถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่อันตรายยิ่งกว่าที่นี่เสียอีก”

ราตรีจ้องมองมรณะด้วยความไม่ไว้ใจ “ท่านรู้เรื่องดาบศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร? ท่านต้องการอะไรกันแน่?”

“สิ่งที่ข้าต้องการ...” มรณะหยุดชะงัก มองไปยังทิศทางที่พญาเงามรณะและมรณะกำลังต่อสู้กันอยู่ “คือความสมดุล... และบางที... เจ้าอาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลนั้น” เขาหันกลับมามองราตรีอีกครั้ง “แต่ก่อนที่เจ้าจะไปถึงหุบเขาแห่งความตาย เจ้าต้องผ่านบททดสอบแรกเสียก่อน”

ก่อนที่ราตรีจะได้เอ่ยถาม บทสนทนาก็ต้องหยุดลงอีกครั้ง เมื่อเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของพญาเงามรณะดังขึ้น พร้อมกับการสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเดิม ราตรีเหลือบมองไปยังทิศทางของการต่อสู้ และเห็นภาพที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเยียบ

พญาเงามรณะได้เปรียบ! มันกำลังใช้เงาของมันพันธนาการร่างของมรณะไว้แน่น แสงสีดำทะมึนกำลังแผ่ขยายออกมาจากร่างของมรณะที่กำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ราตรีเบิกตากว้าง นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่เท่าเทียมกันอีกต่อไปแล้ว และเธอก็เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผุดขึ้นมาจากเงาที่พันธนาการมรณะอยู่... มันคืออักขระโบราณที่เธอเคยเห็นในตำราต้องห้าม อักขระที่สลักลึกเข้าไปในผืนทราย แสดงถึงพลังอำนาจที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง

“ไม่นะ!” ราตรีอุทานออกมา เธอรู้สึกถึงพลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากอักขระเหล่านั้น มันกำลังบิดเบือนความเป็นจริงรอบตัว และเธอก็เห็นร่างของมรณะค่อยๆ จมหายไปในเงามรณะที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

“ช่วยด้วย!” เสียงของมรณะแผ่วเบาลง ก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังกลืนกินเขา

ขณะเดียวกันนั้นเอง ท่ามกลางความโกลาหล ราตรีก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหลังของเธอเอง เธอหันกลับไปอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เธอเห็นก็ทำให้ลมหายใจของเธอหยุดนิ่ง

เงาที่เคยสลัวรางของทิวา บัดนี้กลับชัดเจนขึ้นราวกับเป็นเงาสะท้อนของใครบางคน และมันกำลังยื่นมือที่เต็มไปด้วยเงามรณะมาหาเธอ... พร้อมกับกระซิบเสียงแหบพร่าออกมาว่า “ราตรี... ข้า... ติดอยู่ที่นี่...”