ทายาทมหาเศรษฐีกับเด็กกำพร้า

Chapter 3 — ใบหน้าในกระจกเงาที่พร่ามัว

เสียงล้อรถบดกับพื้นยางมะตอยดังแหวกอากาศยามค่ำคืน ปลายฝนตัวแข็งทื่ออยู่เบาะข้างคนขับ ใบหน้าซีดเผือดภายใต้แสงไฟนีออนสลัวที่สาดเข้ามาจากข้างนอก รถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วจากสนามบิน มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองที่สว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบระยับ

“ปล่อยฉันนะ! คุณเป็นใคร!” ปลายฝนพยายามเอื้อมมือไปจับที่เปิดประตู แต่ก็ถูกมือใหญ่แข็งแรงคว้าข้อมือไว้แน่น ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยไม่ได้หันมามองเธอ เขาขับรถด้วยสมาธิ สายตาคมกริบจับจ้องไปบนถนนเบื้องหน้า

“ใจเย็นๆ คุณหนูปลายฝน” เสียงทุ้มลึกของเขาดังขึ้นอย่างราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชาที่ทำให้ปลายฝนขนลุก “ผมไม่คิดว่าเราจะมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้”

“คุณรู้จักฉัน?” เธอถาม พยายามรวบรวมสติ “แล้วคุณจะพาฉันไปไหน?”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ “ผมจะพาคุณไปที่ที่ควรจะเป็น ที่ที่คุณไม่ควรจะถูกบังคับให้แต่งงานกับใคร”

คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในใจของปลายฝน เธอถูกบังคับจริงๆ หรือ? แต่ใครกันคือคนที่พูดเรื่องนี้ได้ ทั้งที่เธอไม่เคยพบเขามาก่อน

“คุณกำลังพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ” ปลายฝนพยายามตอบโต้ “คุณจับฉันมาแบบนี้ มันผิดกฎหมายนะ!”

“กฎหมาย?” เขาเน้นคำนั้น “กฎหมายมันมีไว้สำหรับคนที่มีอำนาจเท่านั้นแหละคุณหนู คุณคิดว่าคนที่ถูกครอบครัวอัครวรการใช้เป็นเครื่องมือยังมีสิทธิ์พูดถึงกฎหมายอยู่หรือไง?”

คำว่า 'เครื่องมือ' ทำให้ปลายฝนจุกจนพูดไม่ออก เธอรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่เธอต้องยอมรับเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ครอบครัวนี้เลี้ยงดูเธอมา

“คุณพูดเหมือนคุณรู้จักครอบครัวอัครวรการดี” ปลายฝนกล่าวอย่างระแวง

ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก “ผมรู้จักดีกว่าที่คุณคิดเสียอีก” เขาหักเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนที่มืดกว่าเดิม “เตรียมตัวให้พร้อมนะ เพราะจากนี้ไป ชีวิตของคุณจะไม่อยู่ในกำมือของใครอีกแล้ว นอกจากตัวคุณเอง”

รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถใต้ดินของตึกสำนักงานที่ปิดไฟมืดสนิท ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ แล้วหันมาสบตาปลายฝนเป็นครั้งแรก ดวงตาของเขาคมกริบราวกับเหยี่ยว มีประกายบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคย แต่ก็แฝงไปด้วยความอาฆาตแค้น

“จำใบหน้าของผมไว้ให้ดี คุณหนูปลายฝน” เขากล่าวเสียงเย็น “เพราะผมจะกลับมาทวงทุกอย่างที่ผมเสียไปคืน และคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน”

ว่าแล้วเขาก็เปิดประตูรถแล้วก้าวลงไป ปล่อยให้ปลายฝนอยู่ในความสับสนและหวาดกลัว

--- สามวันต่อมา ---

ปลายฝนกลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อัครวรการอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เธอพยายามทำใจดีสู้ ถึงแม้ในใจจะยังคงหวาดผวาอยู่ก็ตาม การพบเจอชายหนุ่มลึกลับคนนั้นทำให้เธอสับสนอย่างมาก เขาเป็นใครกันแน่? ทำไมเขาถึงพูดจาเหมือนรู้เรื่องราวของเธอและครอบครัวอัครวรการดี? และที่สำคัญ เขาต้องการอะไรจากเธอ?

ตลอดสามวันที่ผ่านมา เธอพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคุณพลวัต เธอรู้ดีว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการแต่งงานครั้งนี้ แต่เธอไม่กล้าพอที่จะถามไถ่เรื่องราวของชายหนุ่มคนนั้น

“คุณหนูปลายฝนคะ ท่านประธานเรียกพบค่ะ” เสียงของแม่บ้านดังขึ้นที่หน้าห้องนอน

ปลายฝนถอนหายใจยาว เธอรู้ว่าถึงเวลาต้องเผชิญหน้าแล้ว เธอเดินตามแม่บ้านไปที่ห้องทำงานของคุณพลวัต

คุณพลวัต นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมกว่าปกติ “นั่งลงก่อนสิ ปลายฝน”

ปลายฝนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้า “มีอะไรหรือคะท่านประธาน?”

“เรื่องแต่งงานของเธอกับภูผา” คุณพลวัตเริ่มขึ้น “ฉันรู้ว่าเธอคงไม่พอใจเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มันสำคัญต่ออนาคตของตระกูลเรามาก ภูผาเองก็ใกล้จะมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ฉันอยากให้เธอเตรียมตัวให้พร้อม”

“ฉันเข้าใจค่ะ” ปลายฝนตอบเสียงเบา

“ดี” คุณพลวัตพยักหน้า “แต่ก่อนอื่น มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะถามเธอ” เขามองปลายฝนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “เมื่อสามวันที่แล้ว เธอไปรับภูผาที่สนามบินใช่ไหม? แล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงกลับมาด้วยสภาพอิดโรยแบบนั้น?”

ปลายฝนชะงัก เธอไม่แน่ใจว่าจะบอกเรื่องชายหนุ่มคนนั้นกับคุณพลวัตดีหรือไม่

“คือ… ดิฉัน… โดนคนแปลกหน้าฉุดขึ้นรถไปค่ะ” ปลายฝนตอบเสียงสั่น “เขาพูดจาแปลกๆ เหมือนรู้จักดิฉัน แล้วก็… พูดถึงตระกูลอัครวรการด้วย”

สีหน้าของคุณพลวัตเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยเคร่งขรึม ตอนนี้กลับฉายแววตื่นตระหนก “คนแปลกหน้า? เขาเป็นใคร? เขาบอกอะไรเธอ?”

“เขา… เขาไม่ยอมบอกชื่อค่ะ แต่เขาพูดเหมือนจะแก้แค้นอะไรบางอย่าง” ปลายฝนเล่าไปก็กอดอกแน่น “เขาบอกว่าจะกลับมาทวงทุกอย่างคืน… แล้วเขาก็เหมือนจะรู้จักคุณพลวัตด้วย”

คุณพลวัตลุกขึ้นยืนทันที เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังสวนอันเงียบสงัด “เป็นไปไม่ได้… หรือว่าจะเป็นเขา?”

“เขาคะ?” ปลายฝนถามอย่างสงสัย

คุณพลวัตหันกลับมามองปลายฝน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล “เธอแน่ใจนะว่าเขาไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้?”

“ไม่ค่ะ เขาขับรถออกไปเร็วมาก” ปลายฝนตอบ

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของคุณพลวัตก็ดังขึ้น เขารีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอ ทำเอาหน้าเขาซีดเผือดกว่าเดิม

“ใครโทรมาคะท่านประธาน?” ปลายฝนถามด้วยความเป็นห่วง

คุณพลวัตไม่ตอบ เขาเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ แล้วกดรับสาย

“ว่าไงนะ… เป็นไปได้ยังไง… พวกแกอยู่ที่ไหน…?” น้ำเสียงของคุณพลวัตเต็มไปด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อสายตา

ปลายฝนยืนมองคุณพลวัตด้วยความสงสัย เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น

“เดี๋ยว!” คุณพลวัตตะโกนใส่โทรศัพท์ “นี่มัน… นี่มันเป็นไปไม่ได้!”

แล้วเขาก็วางสายไป สีหน้าของเขาซีดเผือดราวกับเห็นผี

“ท่านประธานคะ เกิดอะไรขึ้นคะ?” ปลายฝนถามอย่างร้อนรน

คุณพลวัตทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง เขาหอบหายใจหนัก “เรื่องที่เธอเล่า… เรื่องชายหนุ่มคนนั้น… ฉันคิดว่าฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร”

“ใครคะ?”

“แต่ที่น่าตกใจกว่านั้น…” คุณพลวัตเงยหน้าขึ้นมองปลายฝน ดวงตาของเขาสั่นระริก “เขาไม่ได้มาคนเดียว… มีคนส่งรูปมาให้ฉันดู… รูปที่ถ่ายเมื่อคืนนี้…”

เขาค่อยๆ เปิดโทรศัพท์มือถือของตนเอง แล้วยื่นให้ปลายฝนดู ภาพในหน้าจอทำให้ปลายฝนเบิกตากว้าง หัวใจของเธอหล่นวูบ เธอแทบจะยืนไม่อยู่เมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์….